ค้นหา
  • พีธากร ศรีบุตรวงษ์

ถ้าไทยมีระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมแบบเต็มใบ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อต้องเผชิญ COVID-19

ในโลกเศรษฐกิจเสรีนิยม หรือ Economic Liberalism มีความเชื่อสำคัญต่อสิ่งที่เรียกว่า “กลไกตลาด” โดยเชื่อว่าถ้าหากกลไกตลาดได้รับเสรีภาพอย่างเต็มที่ และรัฐไม่เข้าไปแทรกแซง จะทำให้รัฐและประชาชนทุกฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุด


อดัม สมิธ (Adam Smith) บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ ได้วางรากฐานแนวคิดดังกล่าวไว้ให้กับโลกใบนี้ โดยให้ความสนใจกับราคาตลาดที่เป็นดุลยภาพ (Equilibrium market price) คือ ราคาที่ถูกกำหนดจากอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ถ้ายกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย คือ ราคาสินค้าที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายยินดีที่จะซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน

เมื่อสินค้าบางอย่างมีมาก แต่มีผู้ต้องการน้อย ราคาสินค้าย่อมถูกลง แต่ในทางกลับกันเมื่อสินค้ามีน้อย แต่มีผู้ต้องการจำนวนมาก ราคาสินค้าย่อมมากขึ้นเป็นธรรมดา และการกำหนดว่าราคาจะเป็นเท่าใดนั้น จะถูกกำหนดโดย “กลไกตลาด” ซึ่งเป็น “มือที่มองไม่เห็น” ไม่สามารถระบุชัดว่าใครคนใดคนหนึ่งที่มีอำนาจบอกว่าสินค้าจะมีราคาเท่าไหร่ ในที่นี้หมายรวมถึงรัฐที่ต้องไม่เข้ามาแทรกแซง แต่ให้ทำหน้าที่ด้านการปกป้องคุ้มครองกรรมสิทธิ์ของบุคคลและกิจการ และสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้พร้อมสำหรับการพัฒนา



นอกจากเรื่องการกำหนดราคาสินค้าตามกลไกตลาดอย่างสมบูรณ์แล้ว อดัม สมิธ ระบุว่า เมื่อเปิดตลาดให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเสรี ผู้ประกอบการก็จะแข่งขันกันทั้งในด้านคุณภาพและราคา ก่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาก็จะมีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนผู้บริโภคก็จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในราคาที่พึงพอใจ


แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น เป็นเพียงมุมมองเชิงอุดมคติของระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมเท่านั้น ยังมีข้อโต้เถียงทั้งในเชิงทฤษฎีและการปฏิบัติอีกหลายประการ ซึ่งหากเราลองจินตนาการว่า “ถ้าประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมแบบเต็มใบ” (Absolute Economic Liberalism) ก็อาจเกิดปรากฏการณ์ที่เป็นฉากทัศน์ทั้งด้านดีที่สุด หรือเป็นด้านร้ายที่สุด (BEST or WORST case scenario) ในช่วงวิกฤติการณ์​ COVID-19 ดังนี้


“...ประชาชนเข้าใจ และสามารถปกป้องดูแลผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนเองได้ดีกว่าปล่อยให้รัฐบาลเข้ามาช่วยจัดการ...” - John Stuart Mill นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวอังกฤษ

ฉากทัศน์ที่ดีที่สุด (BEST-case scenario)


1. ผู้ประกอบการเร่งแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีทางสุขภาพ กระบวนการรักษา ยา และวัคซีน เข้าสู่ตลาด เพื่อรองรับความต้องการของผู้ป่วยที่เป็นผู้บริโภคที่มีมากขึ้น


2. เกิดการจ้างงานอย่างมหาศาลในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการรักษา การพัฒนายารักษาโรค วัคซีน และผลิตเวชภัณฑ์ที่จำเป็น เนื่องจากผู้ประกอบการเร่งการผลิตให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค


3. มีบริการทางการแพทย์ในการบำบัดรักษาที่หลากหลายตามความต้องการของแต่ละบุคคล ตั้งแต่บริการระดับพื้นฐาน จนถึงบริการระดับสูงสุด


4. เกิดการกระจายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น ลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ของภาครัฐ


5. ประชาชนทุกคนจะพยายามดูแลรักษาและปกป้องสุขภาพของตนเองให้ดีที่สุด เพื่อให้ตนเองไม่เสียโอกาสและรายได้จากการเจ็บป่วย



6. ประชาชนมีเงินเก็บจากการทำงานที่เพียงพอต่อการดำรงชีพในกรณีต้องหยุดงานในช่วงเกิดวิกฤติ


7. ราคาสินค้าจำเป็นและเวชภัณฑ์เป็นไปตามกลไกตลาดที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการพึงพอใจ


8. จำนวนกรมธรรม์ประกันสุขภาพและประกันชีวิตเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว เพื่อเป็นหลักประกันส่วนบุคคลว่าจะได้รับบริการหรือการชดเชยที่ดีที่สุดเมื่อเจ็บป่วย


9. เกิดการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และประชาชนสามารถพิจารณาได้เองว่าข้อมูลใดมีความน่าเชื่อถือ


10. ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหา เป็นการแบ่งเบาภาระและประหยัดทรัพยากรของภาครัฐ


“...พ่อขอถามให้แน่ใจได้ไหมว่าความมั่งคั่งนั้นมารับใช้มนุษยชาติ ไม่ใช่ปล่อยให้มันเข้ามาครอบงำพวกเรา...” - Pope Francis

ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด (WORST-case scenario)


1. ราคาสินค้าจำเป็นและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ปรับตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัวตามความต้องการของผู้บริโภค


2. ประชาชนจำนวนมากเข้าไม่ถึงสินค้าจำเป็น ยารักษาโรคและวัสดุทางการแพทย์ เนื่องจากขาดแคลนและมีราคาสูงเกินกว่ากำลังซื้อของตนเอง


3. เกิดการผูกขาดทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ โดยอ้างกฎหมายด้านสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา


4. ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าจำเป็น ยารักษาโรค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ไปยังต่างประเทศที่สามารถทำกำไรได้มากกว่าการจำหน่ายในประเทศ


5. เฉพาะผู้มีกำลังจ่าย สามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองและการรักษาที่มีคุณภาพ



6. มีการปฏิเสธผู้ป่วยในการรักษา ด้วยเหตุผลต่างๆ อาทิ ความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจของรัฐในการรักษา ความขาดแคลนทุนทรัพย์ในการรักษาของผู้ป่วย ฯลฯ


7. เกิดความสับสนในสังคมด้วยข้อมูลข่าวสารที่ไม่น่าเชื่อถือทั้งในสื่อหลักและสื่อออนไลน์ ด้วยเหตุผลของเสรีภาพในการสื่อสารและแสดงความคิดเห็นที่ไม่อาจปิดกั้นได้


8. ประชาชนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือมาตรการต่างๆ ของรัฐ ด้วยเหตุผลแห่งสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคล


9. เกิดการแย่งชิงและกักตุน สินค้า ยารักษาโรค และเวชภัณฑ์ที่จำเป็น แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา


10. เกิดสังคมทอดทิ้งกัน ไม่ใส่ใจช่วยเหลือผู้ใด นอกเหนือจากตนเองและครอบครัว

“...การเฝ้าสังเกตโดยไม่ตัดสิน คือรูปแบบขั้นสูงสุดของความชาญฉลาด...” กฤษณมูรติ นักปราชญ์ชาวอินเดีย

ทั้งหมดที่กล่าวถึงข้างต้น เป็นเพียงการคาดคะเนบนสมมติฐานแบบสุดขั้วของฉากทัศน์ทั้งสองแบบ เพื่อให้เราทุกคนได้ร่วมกันพิจารณาว่าทุกสิ่งล้วนมีทั้งด้านดีและด้านร้าย อยู่ที่ว่าเราปลงใจเชื่อแบบใด และมีอคติกับแบบใด ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ไม่ว่าเราจะเชื่อแบบใดก็ตาม เราต้องเรียนรู้ที่จะเปิดใจและพิจารณาทุกสิ่งอย่างถี่ถ้วนและรอบด้าน เพื่อแสวงหาแนวทางสร้างสังคมและระบบเศรษฐกิจที่ดี และมีคุณธรรมร่วมกันต่อไป

ดู 118 ครั้ง

©2019 by วิทยากรกระบวนทัศน์. Proudly created with Wix.com

This site was designed with the
.com
website builder. Create your website today.
Start Now