ค้นหา
  • พีธากร ศรีบุตรวงษ์

ฝ่า COVID ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง



หลายคนที่เติบโตมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 คงจะได้รับทราบหรือคุ้นเคยกับวลีว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นอย่างดี เพราะวลีนี้เป็นชื่อของปรัชญาซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระราชทานให้แก่เราคนไทยทุกคน และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ไม่ใช่แค่หลักการทางเศรษฐศาสตร์ แต่ยังกินความไปถึงหลักในการดำรงชีวิตของเราทุกคน


ที่มาภาพ : ศูนย์ความรู้กลาง กรมชลประทาน http://kmcenter.rid.go.th/

ในการดำเนินชีวิตและพัฒนาเศรษฐกิจ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้ทรงเน้นย้ำสิ่งที่เรียกว่าเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีองค์ประกอบหลัก 5 ประการ ที่เปรียบดังธรรมค้ำจุนชีวิตและเศรษฐกิจให้ไม่หลงระเริงกับความมั่งคั่งมากจนเกินไป ให้หันกลับมาใช้ชีวิตด้วยทางสายกลาง และมีความไม่ประมาทอยู่เสมอ องค์ประกอบหลักสำคัญ 5 ประการได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นแผนภาพเศรษฐกิจพอเพียง ที่เรียกว่า 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ซึ่งสามารถนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตช่วงวิกฤต COVID-19 ได้ ดังนี้

ห่วงที่ 1 พอประมาณ

"...มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ..." พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อ 4 ธันวาคม 2541 พอประมาณ คือ การใช้ชีวิตบนทางสายกลาง ไม่โลภ มีความพอดีในสิ่งที่ทำ ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป จึงจะทำให้ชีวิตมีความสุข ความพอประมาณนั้นหมายรวมตั้งแต่ระดับหลักการดำรงชีวิตของปัจเจกบุคคลที่ต้องใช้ชีวิตเหมาะสมตามอัตภาพหรือสถานะ รวมไปถึงการบริหารเศรษฐกิจและสังคมระดับมหภาคที่ต้องอยู่บนความพอดี ไม่มุ่งหวังที่จะพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่งคั่งมากจนหลงลืมคนบางส่วนที่ยังขาดแคลนโอกาส หรือแม้กระทั่งต้องพัฒนาบนฐานความยั่งยืน ไม่เบียดเบียนหรือทำลายทรัพยากรจนเกินความจำเป็น จึงจะทำให้การพัฒนาเกิดความสมดุลด้วยการยึดหลักความพอประมาณ สำหรับช่วงนี้ใครหลายคนกำลังว่างจากงาน หรือขาดรายได้เนื่องจาก COVID-19 ด้วยเหตุนี้จึงควรพอประมาณให้มากขึ้น ควรประหยัด อดออม วางแผนการใช้จ่ายเงินให้เพียงพอกับกรณีที่ไม่สามารถมีรายรับเข้ามาเป็นระยะเวลานาน เช่น หากมีเงินเก็บ 50,000 บาท จะใช้จ่ายได้กี่เดือนในกรณีที่ไม่มีรายรับเข้ามา นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังอีกอย่าง คือ การชอปปิงออนไลน์ที่เข้ามาเปิดประตูร้านค้าถึงในมือของเรา ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่เผลอไผลกด “สั่งซื้อ” จนเงินออมหมดกระเป๋า


ห่วงที่ 2 มีเหตุผล

“...การทำงานร่วมกับผู้อื่นนั้น ที่จะเป็นไปโดยราบรื่นปราศจากปัญหาข้อขัดแย้ง ย่อมเป็นไปได้ยาก เพราะคนจำนวนมาก ย่อมมีความคิดความต้องการที่แตกต่างกันไป มากบ้างน้อยบ้าง ท่านจะต้องรู้จักอดทนและอดกลั้น ใช้ปัญญา ไม่ใช้อารมณ์ ปรึกษากัน และโอนอ่อนผ่อนตามกันด้วยเหตุผล โดยถือว่าความคิดที่แตกต่างกันนั้น มิใช่เหตุที่จะทำให้เป็นข้อขัดแย้ง โต้เถียง เพื่อเอาแพ้เอาชนะกัน แต่เป็นเหตุสำคัญที่จะช่วยให้เกิดความกระจ่างแจ้ง ทั้งในวิถีทางและวิธีการปฏิบัติงาน…” พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อ 17 ธันวาคม 2541 มีเหตุผล คือ การตัดสินใจหรือการดำเนินการสิ่งใด ต้องใช้ข้อมูลที่รอบด้าน คิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน คิดถึงผลที่จะตามมาจากการตัดสินใจต่างๆ ซึ่งอาจใช้หลักการและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องมาเป็นกรอบในการพิจารณา ทั้งนี้ แต่ละบุคคลอาจมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป และบางครั้งไม่อาจลบล้างเหตุผลของกันและกันได้ จึงต้องรู้จักที่จะเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน ใช้ปัญญา ไม่ใช้อารมณ์ พูดคุยกันด้วยเหตุและผล เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เหมาะสมที่สุด สำหรับพวกเราประชาชน การใช้จ่ายอะไรควรอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลมากกว่าความอยากได้เพื่อสนองตัณหาของตนเอง นอกจากนี้ หากจะลงทุนอะไร หรือทำกิจการอะไรในช่วงนี้ ก็ต้องวางแผนให้รอบคอบ รอบด้าน รู้จักที่จะประเมินสถานการณ์ตามเหตุและผลบนความเป็นจริง ไม่ใช่วาดฝันอย่างสวยหรู หรือ จิตตกจนไม่กล้าลงมือทำอะไรสักอย่าง

ห่วงที่ 3 มีภูมิคุ้มกัน

“...ถ้าไม่มีเศรษฐกิจพอเพียง เวลาไฟดับ...จะพังหมด จะทำอย่างไร ที่ที่ต้องใช้ไฟฟ้าก็ต้องแย่ไป ... ถ้าเรามีเครื่องปั่นไฟ ก็ใช้ปั่นไฟ หรือถ้าขั้นโบราณกว่า มืดก็จุดเทียน คือมีทางที่จะแก้ปัญหาเสมอ…” พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อ 23 ธันวาคม 2542 การมีภูมิคุ้มกัน คือ การเตรียมความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง หรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ มีทางเลือก หรือมีทางออกสำหรับปัญหาต่างๆ ซึ่งต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้า จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที การมีภูมิคุ้มกันนั้นมีทั้งระดับบุคคล และในระดับมหภาค ซึ่งรัฐต้องไม่ละเลยการประเมินความเสี่ยง และการกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและรับมือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ในระดับบุคคล เราต้องหมั่นดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยใส่ใจอาหารการกินที่ถูกสุขลักษณะ ปรุงสุกใหม่ อาหารที่เสริมภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย หมั่นล้างมือให้สะอาด ทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง และออกกำลังกายที่ไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ในด้านเศรษฐกิจ ก็ควรใช้เวลาช่วงหยุดเชื้ออยู่บ้านศึกษาแนวทางการหารายได้เสริม หรือทำเกษตร ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เพื่อความมั่นคงทางอาหารและทางเลือกของตนเองต่อไปในอนาคต

เงื่อนไขที่ 1 ความรู้

“...ความรู้ที่จะศึกษามีอยู่สามส่วน คือ ความรู้วิชาการ ความรู้ปฏิบัติการ และความคิดอ่านตามเหตุผลความเป็นจริง ซึ่งแต่ละคนควรเรียนรู้ให้ครบเพื่อสามารถนำไปใช้ประกอบกิจการงาน และแก้ปัญหาทั้งปวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ...” พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อ 2 กรกฎาคม 2535 ความรู้คือพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้ความพอประมาณ การมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิผล หากการตัดสินใจหรือการดำเนินการสิ่งใดไม่อยู่บนพื้นฐานความรู้ที่กระจ่างชัด ก็จะมีความเสี่ยงหลายประการที่จะตามมา ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของบุคคล หรือ การดำเนินการของรัฐ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษา หาความรู้ให้รอบด้านอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ ประการที่หนึ่ง ความรู้วิชาการ คือ ความรู้ในทางทฤษฎี ประการที่สอง ความรู้ปฏิบัติการ คือ ความรู้ที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติและสั่งสมเป็นความรู้ในตัวบุคคล และประการสุดท้าย ความคิดอ่านตามเหตุผลความเป็นจริง คือ ความรู้ที่อยู่บนฐานความเป็นจริง ไม่เพ้อฝัน ไม่เป็นความรู้ที่ไม่สามารถเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ แต่ต้องเป็นสิ่งที่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริง แน่นอนว่า ในสถานการณ์นี้เราต้องหมั่นศึกษาหาความรู้เกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัส COVID-19 เพื่อให้ตนเองรอดพ้นหรือมีความเสี่ยงจากการติดเชื้อให้น้อยที่สุด แต่กระนั้น สิ่งที่ต้องพึงระวังคือข้อมูลข่าวสารจำนวนมากเกี่ยวกับ COVID-19 ที่ส่งต่อกันมาทางโลกออนไลน์ ทั้งเรื่องของวิธีป้องกันเชื้อ วิธีฆ่าเชื้อ จำนวนผู้ติดเชื้อ ฯลฯ เราก็ต้องมีวิจารณญาณในการรับสารให้มาก เพราะอาจมีทั้งข้อมูลความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริง รวมถึงมีสิ่งหลอกลวง หรือสิ่งที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ปะปนกันไป นั่นคือเหตุผลว่า เราต้องศึกษาความรู้ในเรื่องนั้นๆ ให้มั่นใจเสียก่อนที่จะแชร์หรือเชื่อในสิ่งที่เขาส่งต่อๆ กันมาในโลกออนไลน์

เงื่อนไขที่ 2 คุณธรรม

“...คนเราถ้าพอใจในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย..." พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อ 4 ธันวาคม 2541

คุณธรรมที่สำคัญอย่างมากในเศรษฐกิจพอเพียง คือ การรู้จักพอในความต้องการ ไม่โลภจนเอาเปรียบผู้อื่น เพราะถือเป็นความไม่พอเพียงในตนเอง เพราะไปเบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อน นอกจากการรู้จักพอและการไม่โลภซึ่งเป็นต้นทางของการเบียดเบียนผู้อื่นแล้ว คุณธรรมอื่นๆ ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และต้องนำมาเป็นพื้นฐานในการพิจารณาหรือตัดสินใจเรื่องต่างๆ ด้วย สำหรับสถานการณ์ช่วงนี้ ถ้าใครมีมากก็ขอให้รู้จักแบ่งปัน ถ้าใครมีไม่มาก แต่มีแรงกายก็ช่วยออกแรงอาสาสมัครทำหน้ากากผ้า ทำ face shield ได้ แต่หากใครไม่มีโอกาสทำเรื่องเหล่านี้ ก็ขอเพียงอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ก็เป็นสิ่งที่ช่วยสังคมได้มาก สำหรับใครที่เป็นผู้ประกอบการที่ค้าขายหน้ากากอนามัย หน้ากากผ้า แอลกอฮอล์ เจลแอลกอฮอล์ หรือ สินค้าจำเป็นอื่นๆ ก็ต้องค้าขายอย่างมีคุณธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าในยามวิกฤติ

“…เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็มแต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็ม และลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป...” พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 จากวารสารชัยพัฒนา ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ.2542


อ้างอิง https://sites.google.com/site/ningzaonline3/kh-wikheraah-phra-rach-daras-phra-rach-krniykic/phra-rach-daras-dan-sersthkic-phx-pheiyng https://www.excise.go.th/prachinburi/PEOPLE/INFOCENTER/WEBPORTAL16200018206 http://km.rdpb.go.th/Knowledge/View/74 https://www.krungsri.com/bank/th/plearn-plearn/3-sessions-of-learning.html https://www.youtube.com/watch?v=bMP9OCYGl38

ดู 104 ครั้ง

©2019 by วิทยากรกระบวนทัศน์. Proudly created with Wix.com

This site was designed with the
.com
website builder. Create your website today.
Start Now