ค้นหา
  • พีธากร ศรีบุตรวงษ์

การรู้ฝังลึก (Tacit Knowing)


ในชีวิตหนึ่งเรามีโอกาสพบเจอผู้คนมากมาย อาจเป็นพัน หมื่น หรือบางทีอาจมากถึงล้านคนก็ได้ แน่นอนว่าเราจำไม่ได้ทุกคน แต่สำหรับบุคคลในครอบครัว หรือเป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักคุ้นเคย เราย่อมจำหน้าตาของคนเหล่านี้ได้ แต่เรากลับบอกไม่ได้ว่าเราใช้วิธีการใดในการจดจำใบหน้าผู้คนเหล่านี้ และไม่รู้ว่าจะใช้ถ้อยคำใดเพื่ออธิบายให้คนอื่นสามารถนึกเห็นภาพแบบเดียวกับที่เราเห็นและจดจำได้


การจดจำใบหน้าและแยกแยะได้ว่าใครชื่ออะไร ใครเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ เพื่อน หรือมีความสัมพันธ์กับเราอย่างไร แต่ไม่สามารถบอกว่าเราใช้วิธีการไหนในการจำนั้น และไม่สามารถหาถ้อยคำที่จะอธิบายภาพที่เราจดจำให้เหมือนสิ่งที่เราเห็นและจำได้นั้น ไมเคิล โพลานี (Michael Polanyi) นักสหวิทยาการชาวฮังการี เรียกว่า “การรู้ฝังลึก” หรือ “Tacit knowing”





ไมเคิล โพลานี ได้นำเสนอแนวคิดเรื่องการรู้ฝังลึก และความรู้ฝังลึก ผ่านหนังสือ ๒ เล่มที่ชื่อว่า “Personal Knowledge” หรือ ความรู้ส่วนบุคคล และอีกเล่มชื่อว่า “The Tacit Dimension” หรือ มิติฝังลึก ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๕๘ และ ๑๙๖๖ ตามลำดับ หนังสือทั้งสองเล่มได้นำเสนอแนวคิดความรู้ส่วนบุคคล และนำเสนอผลการทดลองที่เกี่ยวกับการรู้ฝังลึก ซึ่งได้กลายเป็นพื้นฐานของแนวคิดการจัดการความรู้ที่จำแนกความรู้เป็น ๒ ประเภท คือ ความรู้ฝังลึก (Tacit knowledge) และความรู้กระจ่างชัด (Explicit knowledge) ซึ่งใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้


ไมเคิล โพลานี ได้ระบุความตอนหนึ่งในหนังสือเรื่อง The Tacit Dimension ว่าเขาต้องกลับมาพิจารณาเกี่ยวกับความรู้ของมนุษย์อีกครั้ง โดยเริ่มจากข้อเท็จจริงที่ว่า “เราสามารถรู้มากกว่าที่เราสามารถบอกมันออกมา” และแม้ว่าข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่ปรากฏจะชัดเจนเพียงใดก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะอธิบายว่าแท้จริงแล้วมันมีความหมายหรือมีลักษณะเป็นอย่างไรกันแน่


จากตัวอย่างเรื่องการจดจำและอธิบายภาพใบหน้าที่กล่าวถึงข้างต้น ไมเคิล โพลานี ระบุว่าแม้จะยากเพียงใดก็ตาม แต่ก็มีวิธีการที่สามารถสื่อสารกับสิ่งที่เป็นการรู้ฝังลึกของเราได้ โดยยกตัวอย่างว่าตำรวจจะทำภาพต้นแบบอวัยวะบนใบหน้าไว้จำนวนมาก จำแนกเป็นชุดภาพตา คิ้ว จมูก ปาก ใบหู ฯลฯ เพื่อให้พยานผู้เห็นเหตุการณ์ได้เลือกแบบอวัยวะส่วนต่างๆ ที่คล้ายคลึงกับที่ได้เห็น แล้วนำมาประกอบวาดเป็นภาพร่างหรือภาพสเก็ตของผู้ต้องหา


นี่คือตัวอย่างของการสื่อสารกับการรู้ฝังลึกที่อยู่ในตัวบุคคล แต่กระนั้นก็ยังไม่สามารถล้มล้างสมมติฐานที่ว่า “เราสามารถรู้มากกว่าที่เราสามารถบอกมันออกมา” เนื่องจากวิธีการข้างต้นนั้นใช้การจับคู่สิ่งที่เห็นในชุดภาพต้นแบบกับสิ่งที่จดจำได้เท่านั้น ยังมีอีกหลายสิ่งที่อยู่ภายใต้การรู้ฝังลึกที่เราไม่สามารถอธิบายมันออกมา และเราก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าเราใช้วิธีการใดในการจดจำสิ่งที่เราเห็น แต่นั่นก็เพียงพอที่จะเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าเราสามารถสื่อสารกับการรู้ฝังลึกที่อยู่ในตัวเราได้อย่างไร


พีธากร ศรีบุตรวงษ์

วิทยากรกระบวนทัศน์

ดู 163 ครั้ง