ค้นหา
  • พีธากร ศรีบุตรวงษ์

ทำไมต้อง...ถอดบทเรียน


ทุกครั้งที่ผมได้รับหน้าที่จัดกระบวนการถอดบทเรียน ผมมักจะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “เรามาทำอะไรกันที่นี่” หรือ “จริงๆ แล้วทำไมเราต้องมาถอดบทเรียนกันวันนี้” หรือบางครั้งก็อาจตั้งคำถามแบบตรงไปตรงมาเพื่อเร้าอารมณ์ผู้ร่วมเวทีให้ทุกคนได้กลับมาฉุกคิดด้วยประโยคที่ว่า

“เรามาถอดบทเรียนกันไปหาสวรรค์วิมานอะไร”

เมื่อผู้เข้าร่วมฟังคำถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแบบประโยคสุดท้าย หลายคนหัวเราะดังลั่น หลายคนพยักหน้ารับเหมือนได้ฉุกคิดอะไรสักอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเป้าหมายที่ทุกคนมาอยู่รวมกันเพื่อถอดบทเรียนในครั้งนั้น


การตั้งคำถามเช่นนี้ ไม่ใช่คำถามที่ปล่อยให้ล่องลอยไปไร้ความหมาย แต่เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบอย่างแท้จริง

เพราะผู้เข้าร่วมกว่าครึ่งหนึ่งจะมาเพราะหัวหน้าบอกให้มา หรือไม่ก็ทราบเพียงว่าประธานกลุ่มหรือประธานชุมชนบอกให้มาประชุมกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ผมต้องเริ่มต้นด้วยคำถามนี้เสมอ และเมื่อผู้คนในที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนกันในประเด็นนี้ ผู้ที่รู้หรือทราบวัตถุประสงค์ของการถอดบทเรียนก็จะเป็นผู้อธิบายในภาษาของชุมชนนั้นๆ ให้เข้าใจที่ไปที่มาและเป้าหมายที่จะทำร่วมกันได้ดีกว่าให้วิทยากรหรือคนภายนอกมาอธิบายว่าการถอดบทเรียนสำคัญอย่างไร หรือทำไมต้องถอดบทเรียนเสียอีก


คำตอบสุดคลาสสิกที่ผมมักจะเจอในการตอบคำถามนี้ อาทิ เพื่อจะได้รู้จุดแข็งจุดอ่อนในการดำเนินงานที่ผ่านมา ถอดบทเรียนไปเพื่อใช้พัฒนางานให้ดีขึ้น แต่ส่วนหนึ่งก็ยอมรับว่าถอดบทเรียนไปเพียงเพราะเป็นสิ่งที่ระบุไว้ในโครงการ หรือไม่ก็เพราะหัวหน้าหรือหน่วยงานเบื้องบนระบุว่าต้องทำ


หลังจากผมฟังคำตอบของที่ประชุม ผมจะชวนให้ผู้เข้าร่วมได้ตั้งเป้าหมายร่วมกันใหม่อีกครั้ง โดยให้สนทนากันว่าจะทำอย่างไรให้การถอดบทเรียนครั้งนี้เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเอง และต่อองค์กร ไม่ใช่เพียงแค่มานั่งตอบคำถาม จัดทำสรุป และส่งรายงาน ซึ่งไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรนอกจากได้เอกสารเพิ่มมาฉบับหนึ่ง


นั่นเพราะสิ่งสำคัญของการถอดบทเรียน ไม่ได้อยู่ที่การมีเอกสาร (Explicit Knowledge) เพียงอย่างเดียว แต่ควรต้องก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นทั้งต่อตนเองและการดำเนินงานในภาพรวมขององค์กรด้วย จึงคุ้มค่าที่จะเสียสละเวลาและทรัพยากรที่มีค่าเพื่อมาถอดบทเรียน

ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าผมจะใช้คำ ๒ คำคู่กันเสมอ คือคำว่า “ตนเอง” และ “องค์กร”


ไม่กล่าวถึงแต่ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อองค์กรเพียงมิติเดียว นั่นเพราะในหลักการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ (Adult Learning Principle) ซึ่งมีนักคิดและนักการศึกษาหลายท่านได้ศึกษาไว้ อาทิ Malcolm Knowles ระบุว่าการที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งจะมีส่วนร่วมในการเรียนรู้กับสิ่งใดนั้นจะต้องมีองค์ประกอบ ๕ ประการที่สำคัญ ได้แก่



๑. อยู่บนพื้นฐานของปัญหา (Problem-oriented) คือ การเรียนรู้ต้องสามารถตอบสนองต่อการแก้ปัญหาในชีวิตหรือในการทำงานของตนเองให้ดีขึ้นได้ จึงจะเป็นแรงดึงดูดใจให้ผู้ใหญ่สนใจในการเรียนรู้นั้น


๒. อยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ร่วม (Have experience) คือ เป็นสิ่งที่ตนเองเคยมีประสบการณ์หรือเคยผ่านมาก่อน จะช่วยให้มีความเข้าใจและสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวาง


๓. แรงจูงใจภายใน (Internally motivation) เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสนใจส่วนบุคคล เพราะหากสิ่งที่เรียนรู้นั้นตรงกับค่านิยม รสนิยม ความเชื่อ ความถนัด หรือความสนใจของตนเองมากเพียงใด จะยิ่งจูงใจให้เกิดการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้นั้นอย่างมาก


๔. ความพร้อมในการเรียนรู้ (Ready to learn) ยกตัวอย่างเช่น การจัดการเรียนรู้ควรอยู่ในช่วงเวลาและช่องทางที่สะดวกและเหมาะสม เนื่องจากผู้ใหญ่จะมีบทบาทหน้าที่หรือภาระผูกพันในครอบครัวและที่ทำงานมากกว่าวัยอื่น การจัดการเรียนรู้จึงต้องใส่ใจในมิตินี้ เพราะเป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อความพร้อมในการเรียนรู้ทั้งสิ้น


๕. กำหนดตนเอง (Self-directed) กล่าวคือผู้ใหญ่เป็นช่วงวัยที่ต้องการอิสระทางความคิดและการตัดสินใจ ต้องการมีพื้นที่ในการเลือกสรรหรือปฏิบัติสิ่งใดตามความคิดความเชื่อและวิจารณญาณที่ตนเองคิดว่าเหมาะสม ผู้ใหญ่มักปฏิเสธการเรียนรู้ในรูปแบบที่เป็นการบอกหรือการสั่ง แต่จะให้ความสนใจการเรียนรู้ที่อยู่บนพื้นฐานในการให้ความอิสระทางความคิดและการตัดสินใจมากกว่า


เมื่อได้เห็นความสำคัญของหลักการเรียนรู้ข้างต้นแล้ว ผมจึงได้ประยุกต์ใช้หลักการดังกล่าวเพื่อตั้งคำถามให้ผู้เข้าร่วมถอดบทเรียนได้ย้อนคิดอีกครั้งว่า “โดยส่วนตัว” จะได้รับประโยชน์อะไรจากการเข้าร่วมถอดบทเรียนอะไรครั้งนี้บ้างหรือไม่


คำตอบที่ได้จะน่าสนใจต่างจากคำตอบแรกๆ เสมอ เพราะเป็นคำตอบที่อยู่บนฐานชีวิต ประสบการณ์ และมีอารมณ์ความรู้สึก หรือมีแรงบันดาลใจบางอย่างซ่อนอยู่ ตัวอย่างเช่น

  • “น่าจะได้ความรู้บางอย่างเอาไปใช้ต่อในการทำงาน”

  • “เอาใช้เพื่อประกอบการขอเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง”

  • “เอาไปให้คนที่บ้านดูเพื่อที่เขาจะได้รู้ว่าเรากำลังทำอะไร”

  • “อยากรู้ว่าคนอื่นคิดเหมือนเราไหม”

  • “อยากชื่นชมเพื่อนร่วมงาน แต่ไม่มีโอกาส อยากใช้โอกาสนี้เพื่อขอบคุณและชื่นชมกันและกัน”


ติดตามข่าวสารพวกเราได้ที่เพจ วิทยากรกระบวนทัศน์ https://www.facebook.com/paradigmfacilitator


ดู 286 ครั้ง